กลยุทธ์สร้างความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

หลาย ๆ คนบ่นเบื่องาน เบื่อความไม่ก้าวหน้า แต่อยากให้คุณหันมาสำรวจวิธีการทำงานที่คุณกำลังทำอยู่ ว่ามีส่วนเสริมสร้างความก้าวหน้าหรือว่าสร้างความเบื่อหน่ายให้ตัวเองอย่างไร

1.  คุณต้องเข้าใจก่อนว่าคุณถูกจ้างให้มาทำงาน

เพราะฉะนั้น คนที่เป็นนายจ้างย่อมต้องคาดหวังกับคุณ ว่าคุณจะไม่มานั่งเฉย เอ้อระเหย คุยโทรศัพท์แก้เหงา ฯลฯ

จงพยายามเข้าใจงานและความสำคัญของงานที่คุณทำ ไม่ว่าคุณจะอยู่ตำแหน่งอะไร พนักงานรับโทรศัพท์ ฝ่ายต้อนรับลูกค้า ทุกตำแหน่งล้วนมีบทบาทและความสำคัญต่อระบบ จงทำงานที่ได้รับมอบหมายให้คุ้มค่าเงินที่เขาจ้างคุณมา

2.  แม้นยามไม่มีงานบนโต๊ะ มีจังหวะว่าง คุณก็ยังได้เงินค่าจ้าง

คุณสามารถทำให้เงินของนายจ้างคุณมีค่า ด้วยการสนใจศึกษาเรียนรู้งาน เพื่อเสริมทักษะ ความรอบรู้ จะจากตำรับตำรา หรือเพื่อนร่วมงานแฟ้มประวัติบริษัท ผลงานเก่า ฯลฯ ก็ได้ทั้งสิ้น

หากคุณเป็นคนสนใจจะเพิ่มความรู้ในงานที่ทำอยู่ให้ตัวเอง คนเป็นนายจ้างต้องชอบคุณแน่ เพราะเท่ากับคุณเพิ่มมูลค่าให้กับการลงทุน (เงินค่าจ้าง) นายจ้างชอบลูกน้องแบบนี้

ลองคิดเปรียบเทียบดูว่า หากคนเป็นนายจ้างได้ยินลูกน้องคนหนึ่งนั่งเล่าเรื่องสัพเพเหระ ไม่เกี่ยวกับงานหมดเวลาไปครึ่งชั่วโมงเมื่อมีเวลาว่าง กับอีกคนนั่งตัดข่าว หรือบทความ พัฒนาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมีผลต่อบริษัท คุณคิดว่าความรู้สึกของนายจ้างที่มีต่อคนสองคนนี้จะเป็นอย่างไร ลูกน้องคนไหนมีแววว่าจะได้เลื่อนตำแหน่ง ขึ้นเงินเดือน

3.  จงกระตือรือร้น ไม่มีงาน ก็รู้จักเอ่ยปากของานมาทำ

หรือมองหางานทำ อาทิ จัดแฟ้มงานใหม่เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการหยิบใช้ จัดเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆให้อยู่ในสภาพพร้อมหยิบใช้ได้รวดเร็ว เพื่อให้งานของคุณเองที่จะมีต่อไป งานของเพื่อนร่วมงาน หรืองานนายจ้างรวดเร็วยิ่งขึ้น

คนมีตำแหน่ง ความรับผิดชอบสูงทุกคนมีงานต้องทำ และมีเจ้านายลูกพี่เหนือขึ้นไป เมื่อคุณช่วยให้งานของพวกเขาง่ายขึ้น พวกเขาก็ทำงานเสร็จเรียบร้อยได้ไว ย่อมรับความชื่นชมจากลูกพี่แล้ว นายคุณก็จะมองคุณด้วยความชื่นชม ส่งต่อกันลงมาเป็นทอด ๆ

4.  แสดงให้เห็น ให้เข้าใจเป็นรูปธรรม เมื่อคุณพร้อมจะรับการเลื่อนขั้นไปรับตำแหน่ง

หรือความรับผิดชอบมากกว่า สันนิษฐานเถิดว่าคนเป็นนายจ้างของคุณ บางครั้งก็มีงานรัดตัวจนไม่ทันสังเกต ว่าลูกน้องคนไหนพร้อมสำหรับเลื่อนระดับตัวเอง การแสดงออกเป็นรูปธรรมก็เช่น ผ่านทางผลงานความกระตือรือร้น พูดคุยกับคนที่เคยทำงานในตำแหน่งที่คุณอยากได้ ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ เพื่อรองรับตัวเองกับตำแหน่งนั้น ๆ

5.  อย่าปล่อยให้ตัวเองเบื่องาน

งานน่าเบื่อเมื่อคุณยอมให้ตัวเองรู้สึกเบื่อ บอกตัวเองว่างานคืองานไม่ใช่เพื่อเล่นสนุก (ความสนุกกับงาน หรือความไม่เบื่อ เป็นผลมาจากความกระตือรือร้นในงานเสมอ)

6.  เมื่อพร้อมแล้วสำหรับตำแหน่งใหม่ ให้ลองเอ่ยปากบอกเจ้านายของคุณ

ถ้าคุณไม่พูด เจ้านายหรือนายจ้างอาจคิดเอาเองว่า คุณมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ ฉะนั้น หากคิดว่าพร้อม…จงบอกกับเจ้านายของคุณ

ทำอย่างไรจึงจะมีความสุขมากขึ้นในงานที่บางครั้งคุณสุดเอือม

ถ้าคุณต้องการมีความสุขในงานที่ทำมากกว่าที่เป็นอยู่ คุณเป็นอีกคนหนึ่งที่รู้สึกอย่างเดียวกัน ถ้าคุณต้องการพ้นไปจากความเซ็งเฉื่อยชา ในงานที่คอยฉุดดึงความสามารถในการทำงานให้กระตือรือต้นน้อยลงในส่วนนี้มี 10 กลยุทธ์รับมือ กับความอึดอัดคับข้องใจในงานมาฝากคุณ ๆผู้อ่านค่ะ

คุณ ๆ คงทราบดีว่า การจะหางานใดก็ตามที่สามารถสนองตอบความต้องการทุกด้านของเรา ทั้งทางร่างกายและจิตใจนั้นยากนัก ยิ่งจะให้มีความสุข ในการทำงานตลอดเวลา ยิ่งยาก ต่อให้คุณเป็นเจ้าของกิจการเองด้วย

ในส่วนนี้เน้นเนื้อหาสาระและ 10 วิธีการหลัก ๆ ที่จะช่วยปรับปรุงชีวิตการทำงานให้มีความสุขมากกว่า เอนจอนกับมันมากขึ้น

1.  จงให้คุณค่ากับงานที่ทำ

ต่อให้เป็นงานที่ไม่มีทางก้าวหน้า ตำแหน่งตัน งานทุกงานก็ยังมีคุณค่าที่ดีในตัวของมันเอง

จงขอบคุณเถอะว่า งานของคุณช่วยเหลือตัวคุณ ช่วยให้คุณมีงานมีเงินเลี้ยงตัวเอง และครอบครัว

จงขอบคุณเถอะว่า งานของคุณสามารถมีประโยชน์ต่อผู้อื่น งานทุกงานย่อมอำนวยประโยชน์ ทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ผู้อื่น ใส่ใจตรงนี้ เพื่อเพิ่มคุณค่าการทำงานและมุ่งมั่นทำงานให้ดี

จงขอบคุณเถอะว่า งานของคุณดึงเอากิจกรรมอื่น ๆ หรือสิ่งดีอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง..งานในปัจจุบันคาบเกี่ยวขอบข่ายต่าง ๆ ค่อนข้างกว้าง มีทั้งช่วยสร้างงานให้ผู้อื่นเป็นทอด ๆ เกิดแรงซื้อแรงขาย ผลิตคิดค้นใหม่ ๆ จงให้คุณค่าต่อสิ่งเหล่านี้ เพื่อจะได้มีความสุขในงานมากกว่าที่มีอยู่แล้ว

แต่ถ้าคุณพยายามจนแล้วจนรอดก็ยังไม่วาย คุณก็มีทางเลือกให้หายเอือมดังนี้

1)  เปลี่ยนงานตำแหน่งอื่น ในที่ทำงานเดิม

2)  ทำงานลักษณะเดิมแต่เปลี่ยนที่ทำงาน

3)  เปลี่ยนงานใหม่แตกต่างจากเดิมไปเลย

4)  ทำกิจการของตัวเอง

2.  จงสนใจแต่สภาพความเป็นจริง

คนที่ไม่มีความสุขในงานปัจจุบัน มักมีแนวโน้มกระทำการใด ๆ บนพื้นฐานสิ่งที่ตน “คิด” ว่าเป็นความจริงไม่ยอมรับรู้ “สภาพความจริง” ที่ดำรงอยู่ ซึ่งถ้าหากคุณอยู่ในสภาพนี้ คุณก็มาถึงจุดต้องสำรวจความเป็นจริงให้ได้ภาพชัดเจน เริ่มด้วย..

1.  เลิกโทษทุกอย่างรอบตัว งานอดิเรกอย่างหนึ่งของคนส่วนใหญ่คือ “ชอบกล่าวโทษทุกอย่างยกเว้นตัวเอง” ชอบคิดสิ่งที่ตนเองคิด “ถูกต้อง” ทั้งที่เป็นสิ่งที่พวกเขา “คิด” ว่าจริงว่าถูกต่างหาก อาจโทษเจ้านาย โทษเพื่อนร่วมงาน นโยบายบริษัท สถานที่ทำงาน ฯลฯ

หยุดโทษทุกอย่าง จงตระหนักว่า สภาพเหล่านี้ไม่อยู่ในอำนาจที่คุณจะเปลี่ยนแปลงได้ คุณต้องปรับเปลี่ยนทรรศนะ ความรู้สึกต่องานให้เข้ากับสภาพแวดล้อม พูดง่าย ๆ คุณต้องปรับตัวเองให้ทำงานได้อย่างมีความสุข ไม่ว่าจะเผชิญสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างไรก็ตาม

คาร์ล  อัลเบรซ  ที่ปรึกษาธุรกิจชี้ว่า คนที่ไม่มีความสุขกับงานมักขาดการตระหนักว่า ความสำเร็จหรือความล้มเหลว ทรรศนะคติสร้างสรรค์ หรือบ่อนทำลาย มีสาเหตุมาจาก ศักยภาพในการประเมินสภาพปัญหาที่เป็นจริงของแต่ละคน พวกเขาไม่มีความสุขเพราะมุ่งความสนใจผิดประเด็น

โดยมักชอบรอให้สภาพเงื่อนไขภายนอกเรียบร้อยดีเสียก่อน เช่น ปัญหาครอบครัว คุณต้องเคลียร์ตัวเองก่อน จึงจะมีความสุขในงานได้

2.  ควบคุมเฉพาะสิ่งที่ควบคุมได้

3.  เพ่งความสนใจไปที่ความพอใจในงานที่ได้จากสภาพที่แท้จริงของงาน

3.  มีความคิดที่ดี สร้างสรรค์ มองไปข้างหน้ากับงานของตัว

คนที่ไม่มีความสุขกับงาน ควรตรวจสอบความคิด หันเหไปสู่แนวทางสร้างสรรค์ เดนนิส เวทลีย์ กล่าวว่า “ความสุขความเพลิดเพลินมากจากการทำงานสุดความสามารถทุ่มเททำอย่างดีที่สุด แม้ว่างานอาจจะยังไม่ถูกใจนัก และไม่ได้ให้ความสุขที่เราต้องการ..การได้รับความภูมิใจจากงานที่ทำ นำความสุขยืนยาวมั่งคงมาให้”

คุณจะช่วยตัวเองให้พบความสุขในงานที่ยิ่งใหญ่ได้ ด้วยการทุ่มเททำงานสุดกำลังความสามารถและสติปัญญา จงสำรวจว่างานจะออกมาดีต้องการอะไรบ้าง ถ้าคิดว่าตนเองยังฝึกอบรมทักษะเกี่ยวกับงานไม่พอ ให้อบรมเพิ่มเติม จงขวนขวายทุกโอกาสที่จะเรียนรู้ ถ้าคนเราเก่งในการการสู้งาน พอ ๆ กับชอบหลบเลี่ยง พวกเขาจะมีความสุขกับงานมากขึ้น

1.  จงภูมิใจในงานของคุณ เห็นคุณค่าของมัน แม้ไม่มีใครเห็นใครชม จงชมตัวเอง ภูมิใจตัวเอง

2.  ขั้นต่อมาคือ หาวิธีปรับปรุงวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

3.  ปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป คนที่ไม่มีความสุขกับงาน คือคนที่ขังตัวเองไว้ในความเบื่อ เซ็ง..ไม่ถูกใจ ไม่มีความสุข สถานการณ์แบบนี้จำเป็นต้องสำรวจ หาแนวทางไปให้พ้นเงื่อนไขกักขัง ปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและข้อเรียกร้องของงาน

คนที่ไม่มีความพอใจในงาน มักล้มเหลวต่อการปรับตัวให้ทำงานได้ในสภาพหรือเงื่อนไขที่เปลี่ยนไป บางทีอาจไม่ยอมปรับตัวเองเพราะคิดว่าไม่มีความจำเป็น หรือไม่คุ้ม

รูปแบบ..กระบวนการ…วิธีการ ทักษะในงานที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความทันสมัยของสังคมและเทคโนโลยี คุณเองต้องปรับตัวตามในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อความก้าวหน้า

4.  สร้างสานสัมพันธภาพที่ดี

1.  กับเพื่อนร่วมงาน มีวิธีการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน 7 วิธีคือ

1.1  เน้นการทำงานร่วมกันแทนที่จะแข่งขัน

1.2  ฝึกสนใจความรู้สึกเพื่อนร่วมงาน

1.3  ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น คนแต่ละคนแตกต่างกัน

1.4  พร้อมจะชมเชยและยกย่องงานของผู้อื่น

1.5  ควบคุมการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึกที่ไม่ดี โดยเฉพาะความโกรธ

1.6  อย่าตามแบบผู้อื่นมากเกินไป ให้รักษาระยะห่างพอเหมาะ จงระวังการแสดงความสนใจ “มากเกินไป” จะสร้างความรำคาญ หรือนำไปสู่การซุบซิบนินทา

1.7  เป็นผู้ฟังที่ดี

ขอเตือนนิดว่า อย่ามุ่งสร้างสัมพันธ์ที่ดีมากเกินไปจนละเลยการทำงาน

2.  กับเจ้านาย หรือหัวหน้า ผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไป

2.1  พยายามช่วยหัวหน้า หรือเจ้านายสร้างความสำเร็จตามเป้าหมาย

2.2  จงเป็นคนไว้วางใจได้ ร่วมมือร่วมใจช่วยงานเต็มที่

2.3  ถ้าพบว่าหัวหน้าผู้มีตำแหน่งงานสูงกว่าทำดี ก็ควรชมเชยเขา แต่ขอให้ชมด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ประจบสอพลอ ชมเชยเป็นเรื่องเป็นราวระบุแน่ชัด และซื่อสัตย์จริงใจต่อตนเอง ไม่ใช่เพื่อหวังให้อีกฝ่ายคิดกับคุณดีขึ้น

5. รับมือกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความรอบคอบ สร้างสรรค์และสุขภาพจิตดี

ทุกคนที่ทำงานจะต้องเผชิญหน้ากับคำติชม เสียงวิพากวิจารณ์ดังนั้นจึงควร

1.  จงเตรียมรับคำติชม..ต้องมีแน่ ไม่ว่าคุณจะทำอะไร

2.  อย่าเอาเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาบั่นทอนคุณค่าความเป็นคน ว่าคุณไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ พวกเขาวิจารณ์งาน ความสามารถ วิธีการทำงาน การพูด ฯลฯ ไม่ใช่คุณค่าความเป็นคนของคุณด้อยลง คนที่มีความรู้ทางเทคโลยีชั้นสูงใช่ว่าเป็นคนดีกว่าคุณ เพียงแต่เขามีทักษะ ชำนาญเฉพาะด้านมากกว่า จงแยกให้ออกว่าคุณถูกวิจารณ์ด้วยเรื่องใด ไม่ใช่เหมาว่าตัวเองเลว ไม่ดี ฯลฯ

3.  พิจารณาเนื้อหาประเด็นของเสียง ติชม ถ้าเป็นความจริงให้ปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น โดยไม่ต้องสนใจว่าเป็นการติเพื่อก่อ หรือแกล้งว่า หรือพวกปากพล่อย ถ้าคำวิจารณ์ไม่เป็นความจริงก็อย่าใส่ใจ อย่านำมาคิดมาก ทำลายความสุขของตนเอง

4.  ถ้าคนที่วิจารณ์คุณสามารถชี้แนวทางแก้ไขให้ได้ ก็ควรขอคำแนะนำจากเขา

6.  เอาชนะความเครียดในการทำงาน

มีหลายองค์ประกอบเช่น..งานมากเกินไป…งานสลับซับซ้อนเกินทักษะที่คุณมีในขณะนั้น..ไม่แน่ใจบทบาทหน้าที่รับผิดชอบของตนเอง…กฎระเบียบของงานที่อาจหยุมหยิมมีขั้นตอนมาก…ความขัดแย้งระหว่างบทบาทของงานและบทบาทด้านอื่น…ความยากของการตัดสินใจ

เทคนิควิธีเอาชนะความเครียด 11 ประการ

1.  รู้ว่าเครียดเมื่อเกิดความเครียด และยอมรับว่ามันมีผลต่อเรา

2.  อย่าตีตนก่อนไข้ คิดมากเกินเหตุ คิดเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่

3.  แยกให้ออกระหว่างความจริงกับการคาดหวังที่ไม่เป็นจริง

4.  บริหารเวลา จัดระบบเวลาการทำงานของคุณให้ดี อย่าให้เวลามากำหนดงานของคุณ

5.  ปรับรูปแบบวิถีชีวิตให้เข้ากับตัวเอง

6.  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เหมาะกับโรคประจำตัว วัย และลักษณะงาน

7.  ระวังเรื่องอาหารการกินและเครื่องดื่ม ประเภทที่จะมาเพิ่มความเครียดให้แก่ระบบประสาท

8.  ผ่อนคลาย พักผ่อนให้เพียงพอ

9.  พบแพทย์เมื่อมีปัญหาสุขภาพ หรือกังวลใจเกี่ยวกับสุขภาพร่างกาย

10. ฝึกเป็นคนมองโลกในแง่ดี สิ่งนี้จะช่วยได้มาก คุณจะปล่อยวางกับปัญหา บางครั้งเวลาก็อาจช่วยให้ปัญหาคลี่คลายได้เอง

11. ฝึกสร้างอารมณ์ขัน ทำจิตใจให้เบิกบานผ่องใสเป็นนิจ

7.  สร้างความสุขจากงานให้มาก กว่าที่เป็นอยู่ด้วยการจัดระบบ

7.1  จัดระบบงาน งานใดมีความสำคัญก่อนหลังอย่างไร

7.2  จัดระบบเวลา งานไหนต้องทำวันไหน งานไหนต้องทำก่อน

7.3  จัดสถานที่ทำงาน ที่คิดว่าจะสร้างสรรค์งานได้ดีที่สุด

7.4  จัดระบบตัวเอง ซึ่งหมายถึง จัดระบบความคิด ทรรศนะคติที่มีต่องานและชีวิต ขั้นต่อมาก็จัดระบบการทำงานของตนเอง เพื่อทำให้งานน่าสนใจ สร้างวินัยการทำงานให้แก่ตัวเอง จะนำไปสู่ศักยภาพในการทำงาน และสร้างความพึงพอใจในงานนั้น ๆ

8.  สู่ความก้าวหน้าในงาน

จงสำรวจตัวเอง ขวนขวายหาความก้าวหน้าใส่ตัว

“ชีวิตคือกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบสิ้น”

สิ่งที่เลวร้ายที่สุดเมื่อคุณไม่มีความสุขในงานที่ทำก็คือ อยากหาที่เงียบ ๆ ซ่อนหน้าหลบตาจากผู้คน ทั้งที่ความจริงแทนที่จะอยู่นิ่งเฉย หลีกเลี่ยงการมี ซึ่งคุณควรคิดถึงการปรับปรุงความสุขในงาน ขยายขอบข่ายความก้าวหน้าในอนาคตงานสว่างไสวมากขึ้น

โอกาสจะเรียนรู้สิ่งใหม่เปิดกว้างอยู่ตลอดเวลา

“เราควรเรียนรู้อะไร ?” คุณมักถามคำถามนี้และคนที่ให้คำตอบได้คือ ตัวคุณเอง

1.  คุณต้องค้นหาจุดดีที่สุด ความโดดเด่นในงานของคุณ แล้วขยายการเรียนรู้ ไปสู่เป้าหมายความสำเร็จในอนาคต ต่อไปคุณอาจกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในขอบข่ายของงานนั้น ๆ

2.  ความอึดอัดฝืนจะใจน้อยลง เมื่อคุณพยายามเพิ่มความโดยเด่นให้แก่ความสามารถ แทนที่จะไปเพิ่มให้จุดอ่อน การเอาชนะส่วนที่ยังด้อย ขาดความชำนาญอยู่อาจมีค่า และไม่ควรละเลยสิ้นเชิงเพียงแต่ต้องใช้เวลามากและต้องใช้พลังใจ

3.  การสอบหาว่าคุณควรเรียนรู้พัฒนาตัวเองในจุดนั้น อาจจะดูจากคนที่เก่งในข่ายงานด้านนั้น เขารู้อะไร เขารู้อะไรทีคุณไม่รู้ อะไรที่เขาทำได้ดี ที่คุณควรพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น

4.  คิดถึงช่วงทำงาน ขณะทำงานคุณรู้สึกว่าความสามารถยังน้อยไป ความรู้และทักษะความชำนาญพิเศษด้านใด จะช่วยให้คุณรู้สึกมั่นใจตัวเองมากขึ้น คุณต้องการพัฒนาจุดนี้หรือไม่ ถ้าคุณมีความรู้ความสามารถในส่วนนี้แล้ว คุณรู้สึกดีขึ้นรึเปล่า?

5.  คิดหาอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ หรือขั้นตอนการทำงานที่ช่วยให้คุณทำงานดีกว่าเก่า คุณจะนำมันมาใช้พัฒนาประสิทธิภาพของงานได้อย่างไร

6.  พูดคุยกับผู้อื่น เพื่อรวบรวมข้อมูล นำมาเป็นแนวทางว่าคุณควรเรียนรู้พัฒนาตัวเอง เพิ่มเติมด้านใดบ้าง

7.  อ่านหนังสือ เอกสาร บทความที่เกี่ยวข้อง หนังสือเป็นแห่งการเรียนรู้ที่ดี เรียนรู้จากวีดีโอเทป การฟัง ร่วมงานสัมมนาและฝึกอบรม เข้าร่วมศึกษาโครงการอบรมพิเศษของมหาวิทยาลัย หรือโครงการเฉพาะด้าน

9.  รู้จักใช้ชีวิตบนทางสายกลาง รักษาสมดุลยภาพของชีวิต

1.  ปรับงานและกิจกรรมด้านอื่น ๆให้สมดุลย์

2.  ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับงาน

3.  ปรับความฝันให้เข้ากับงาน

10.  ปล่อยให้ความสุขมาหาคุณเอง

1.  จงให้ความสุขเป็นอันดับสองที่คุณแสวงหา ความหมายคือ ความสุขเหมือนผีเสื้อ ยิ่งไล่ตามยิ่งหนี เมื่อหยุดไล่ตาม มันก็ย่อมกลับมาหาคุณเอง

2.  จงพร้อมเปิดรับความสุข ด้วยการมองสิ่งดีในงานของคุณ ไม่ใช่เห็นด้านที่ไม่น่าพึงพอใจ จงพอใจกับสิ่งที่ได้ แต่ไม่ใช่หยุดพยายาม จงเปิดใจรับซึมซับความสุขแม้กับสิ่งเล็กน้อย เช่นงานที่สร้างสรรค์สำเร็จในแต่ละวัน จงมองหาความสุขจากสิ่งละอันพันละน้อยที่นำความสุขมาให้ จะช่วยให้คุณจัดการปัญหาเกี่ยวข้องกับงานในเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น การมีทรรศนะคติที่ดีมีผลเชิงเคมีต่อสรีระมนุษย์ ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำรงชีวิตอย่างผาสุกที่สุด

Tags

6 เทคนิคการซื้อเสื้อผ้าคุ้มเงิน คุ้มประโยชน์ 10 วิธีสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับตัวเอง กางเกงขาสั้น กางเกงที่ทำให้สะโพกและต้นขาดูเพรียวกว่าปกติ กางเกงแบบไหนสวยเพรียวเฉียดหัวใจชาย การดูแลสุขภาพปากและฟันให้ดีอยู่เสมอ การทำตัวไม่ให้เป็นผู้หญิงที่น่าเบื่อ การสนทนา การเป็นคนน่ารัก การเลือกกระโปรงเพื่อให้ดูสวยงามเหมาะสม การเลือกสวมใส่กางเกงขาสั้นให้แลดูเหมาะสม การเลือกใช้น้ำหอมเพื่อสร้างบรรยากาศ การเลือกใส่ถุงน่องให้ดูดี ข้อควรปฏิบัติเพื่อก้าวเข้าไปทักทายกับความงาม คนน่ารัก ความสะอาดสำคัญมากเป็นพิเศษในการแต่งกาย ถ้าคุณเป็นคนสะอาดสะอ้าน สดใสเปล่งปลั่ง สวมอะไรก็ยังดูสดแอร่มแจ่มใสน่าปรารถนา ขอให้เลือกสวมเสื้อผ้าที่ดูสะอาดเข้าไว้ก่อน จะช่วยเสริมบุคลิกได้มากค่ะ คุณอ้วนเกินไปหรือเปล่า? จะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในวิธีรักได้อย่างไร ชุดว่ายน้ำ ถุงน่อง ผลเสียของการชิงสุกก่อนห่าม มูลเหตุผิดๆที่ทำให้คุณแสวงหาใครสักคนมาเคียงข้าง วิธีสร้างเสน่ห์ให้เป็นที่สนใจของคนอื่นทำกันยังไง วิธีเลือกชุดชั้นในและบราเซียร์ให้ดูดีมีเสน่ห์ วิธีเลือกเสื้อเชิ้ตและเสื้อแบบอื่น ๆเพื่อดึงดูดความสนใจ วิธีเลือกแว่นสายตาให้เข้ากับใบหน้า สร้างเสน่ห์ สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามในการแต่งตัวให้ถูกกาลเทศะ สีสันและเนื้อผ้าที่สวมใส่เพื่อเพิ่มเสน่ห์ของคุณ หน้าท้องใหญ่ควรใส่กางเกงแบบไหนดี เกี่ยวกับเล็บของผู้หญิงที่มีต่อทัศนคติของผู้ชาย เครื่องประดับ เคล็ดลับการสร้างเสน่ห์ด้วยการรู้สึกดีกับตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง เทคนิคการสนทนากับชายหนุ่ม เทคนิคการเลือกซื้อชุดอาบน้ำ เทคนิคการเลือกรองเท้าให้เหมาะกับตัวเอง เทคนิคแต่งเรือนผมสะดุดตาชาย เป็นวัยรุ่นเจ้าเสน่ห์มีเคล็ดลับอย่างไร เมื่อไหร่ควรสวมใส่เครื่องประดับเพิ่มเสน่ห์ เสน่ห์ในการสนทนากับผู้อื่นได้ทุกคน ทุกเวลา และทุกสถานที่ แต่งตามสไตล์รูปร่างของคุณเพื่อให้สะดุดตาชาย แต่งหน้าให้ถูกวิธีเพื่อช่วยส่งเสริมเสน่ห์ แบบทรงผม แว่นสายตา